dot dot
Japan Guide
dot
dot
dot

dot
dot
อยากไปไหนบอก!!!
dot
dot
ทัวร์ญี่ปุ่น (เลือกเส้นทาง)
dot
bulletHOKKAIDO >>ฮอกไกโด
bulletTOHOKU >>เซนได-นิกโก้
bulletKANTO >>โตเกียว-ฟูจิ
bulletTAKAYAMA >>ทาคายาม่า
bulletGOLDEN ROUTE >>โอซาก้า
bulletKYUSHU >>คิวชู
dot
เราบริการท่านอย่างไร?
dot
bulletให้ใครบริการท่านที่ญี่ปุ่น
bulletให้ท่านพักแบบไหนที่ญี่ปุ่น
bulletให้ท่านทานอะไรที่ญี่ปุ่น
bulletให้ท่านนั่งรถแบบไหนที่ญี่ปุ่น
bulletบริการก่อนเดินทาง
dot
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletวีซ่าญี่ปุ่น
bulletอัตราแลกเปลี่ยน
bulletหนังสือเดินทาง
bulletสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น
bulletศูนย์รับยื่นขอวีซ่า
bulletตรวจสอบสภาพอากาศ
bulletเตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น
bulletส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น JNTO
dot
แนะนำสถานที่เที่ยวน่าสนใจ
dot
bulletภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido)
bulletภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku)
bulletภูมิภาคคันโต (Kanto)
bulletภูมิภาคชุบุ (Chubu)
bulletภูมิภาคคันไซ (Kansai)
bulletภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku)
bulletภูมิภาคชิโกกุ (Shikoku)
bulletภูมิภาคคิวชู (Kyushu)
bulletภูมิภาคโอกินาว่า (Okinawa)
dot
แบนเนอร์สำคัญ
dot


top agent jnto


ภูมิภาคคิวชู (Kyushu)

 # รวมข้อมูลการท่องเที่ยว ภูมิภาคคิวชู(Kyushu) #

ภูมิภาคคิวชู(Kyushu) – เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะใหญ่ฮอนชู มีเมืองท่าสำคัญๆหลายแห่งที่ใช้ติดต่อ ค้าขายกับชาวจีน และชาวตะวันตกมานานหลายร้อยปี โดยมีเมืองหลวงคือจังหวัดฟูกุโอกะ(Fukuoka) บนเกาะคิวชูมีแหล่งท่องเที่ยวครบทุกรูปแบบ ทั้ง ภูเขาไฟทั้งที่ยังไม่ดับ, เมืองตากอากาศออนเซนที่มีชื่อเสียง, สวนสนุก, สวนน้ำ, วัด, ศาลเจ้า, ร้านอาหารที่มีชื่อเสียง และยังสามารถท่องเที่ยวได้ครบทุกฤดูกาลด้วย


 

อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวนคาวาชิฟูจิ(Kawachi Fuji Garden) เป็นจุดชมดอกวิสทีเรีย(Wisteria) ที่มีชื่อเสียงและนิยมมากของเมืองคิตะคิวชู ช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งพีคที่สุดคือช่วงปลายเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) จุดเด่นภายในสวนแห่งนี้คืออุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่ทิ้งกิ่งก้านพร้อมดอกสีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ขาว และชมพูไล่เฉดสีห้อยลงมาจากอุโมงค์ไม้ที่คลุมทางเดินยาวประมาณ 100 เมตร รอบๆจะมีม้านั่งให้นั่งชมดอกไม้อยู่หลายจุดทั่วบริเวณ  แต่ถ้าหากมาในช่วงอื่นๆ ก็สามารถเดินชมความสวยงามของดอกไม้นานาชนิดได้ ฉะนั้นใครที่ชื่นชอบดอกไม้แนะนำให้ไปช่วงดอกวิสทีเรียบาน จะสวยงามอลังการไม่ผิดหวังเลย



ปราสาทโคคูระ(Kokurajo) ถูกสร้างมานานซึ่งไม่สามารถระบุที่มาที่ชัดเจนได้ แต่ตัวปราสาทได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อนช่วงปีค.ศ.1600 โดยไดเมียวโมริ คัทสุโนบุ ผู้ครองเมืองฟูกุโอกะและเบบปุในสมัยนั้น จนกลายมาเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมการสร้างปราสาทของทั่วประเทศญี่ปุ่น ติดกับบริเวณปราสาทจะมีสวนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ซึ่งภายในจะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นสวนแบบญี่ปุ่น ส่วนที่เป็นอาคารไม้ตั้งอยู่ริมบึงของสวนที่เอาไว้นั่งจิบชา ชมสวน พร้อมกับวิวปราสาทด้วย และส่วนสุดท้ายที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม



ย่านเทนจิน(Tenjin) อาจจะเป็นย่านที่เรียกว่าเป็นหัวใจของเมืองฟูกุโอกะเลยก็ได้ เรียกว่าเป็น downtown area ของเมืองฟูกุโอกะ โดยในบริเวณนี้จะมีร้านรวง ถนนคนเดิน และห้างใหญ่ๆมารวมตัวกันอยู่มากมาย เรียกว่าถ้าตั้งใจจะมาเดินช้อปปิ้งซื้อของกันจริงๆวันเดียวก็ไม่พอ มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า แบรนเนมด์ หนังสือ เครื่องสำอางค์ต่างๆ รวมไปถึงร้านอาหารอีกมากมาย จากสถานีรถไฟเทนจิน ไม่ว่าจะออกที่ทางออกไหนก็จะมีถนนสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปได้เรื่อยๆทุกทิศทางกันเลยทีเดียว แต่ในส่วนที่เด่นๆจะมี ห้างคาแนลซิตี้(Canal City), ตึกต้นไม้ หรือ ACROS ที่เป็นอาคารดีไซน์แปลกตาที่มีต้นไม้ปลูกปกคลุมทั้งตึก เปิดให้เข้าไปเดินเล่น หรือชมวิวได้ อาคารนี้จะมีสวน central park ที่จะมีต้นซากุระบานช่วงฤดูใบไม้ผลิ,  แหล่งรวมร้านราเมงยาไต(Yatai)แถวๆเกาะลอยนาคาสุ(Nakasu Island) และถนนคนเดินคาวาบาตะ(Kawabata)ที่เป็นถนนคนเดินเส้นเก่าแก่ที่สุดของเมืองฟูกุโอกะ



คาแนลซิตี้ฮากาตะ(Canal City Hakata) เป็นศูนย์รวมร้านค้าและร้านอาหารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมน้ำ ภายในมีการขุดคลองให้ไหลผ่านใจกลางห้างแห่งนี้ด้วย นอกจากนั้นยังมีโรงภาพยนตร์ โรงละคร ร้านตู้เกมส์ รวมทั้งโรงแรมอีก 2 แห่ง ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งๆกว้างๆ มีรูปทรงและสีสันที่แปลกตาเพื่อให้ได้บรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตรงกลางของคลองจำลองนี้จะมีการแสดงน้ำพุแสงสีเสียง ตั้งแต่เปิดจนปิด ทุกๆครึ่งชั่วโมง ภายในมีร้านค้ามากกว่า 250 ร้าน ทั้งร้านที่มีเฉพาะในญี่ปุ่นและร้านมาจากต่างประเทศ มีร้านอาหารให้บริการหลากหลายแบบทั้งอาหารญี่ปุ่นและอาหารชาติอื่นๆ ในราคาที่ไม่ได้แพงกว่าข้างนอกมากนัก โดยเฉพาะที่ชั้น 5 จะมีส่วนที่เรียกว่า ราเมน สเตเดี่ยม ที่จะมีร้านราเมนที่มาจากส่วนต่างๆของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งราเมนสไตล์ฟูกุโอกะที่เรียกว่าฮากาตะราเมนด้วย



ศาลเจ้าเทนมานกุที่ดาไซฟุ(Dazaifu Tenmangu Shrine) เป็นหนึ่งใน 2 ศาลเจ้าเทนมานกุที่สำคัญที่สุดในบรรดาศาลเจ้าเทนมากุทั้งหมดกว่าพันแห่ง อีกแห่งคือศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ(Kitano Tenmangu) ที่อยู่ในเมืองเกียวโต ศาลเจ้าเทนมานกุถูกสร้างขึ้นเพื่อศักการะนักปราชญ์ชื่อสุกาวะระ มิชิซาเนะ(Sugawara Michizane) และเป็นสัญญลักษณ์ของการศึกษาเล่าเรียนด้วย ศาลเจ้าเทนมานกุที่นี่ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีร้านค้าตลอดทางเดินมาศาลเจ้า ภายในประกอบไปด้วย ประตูโทริอิขนาดใหญ่ สระน้ำที่ออกแบบมาเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หัวใจ โดยจะมีสะพานข้าม 3 ช่วงที่แบ่งเป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังมีต้นบ๊วยชื่อว่าโทบิยูเมะ(Tobiume)ที่ตำนานเล่าว่า เกิดจากเมล็ดที่ปลิวมาจากเมืองเกียวโตเพื่อมิชิซาเนะ จึงทำให้ศาลเจ้าเทนมานกุตามที่ต่างๆมักจะมีต้นบ๊วยอยู่ด้วย แต่ที่นี่มีมากถึง 6000 ต้น และจะบานในช่วงปลายเดือนกุมพาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคาม สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นจุดชมดอกบ๊วยที่สวยงามมากที่สุดของเกาะคิวชู



ซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ (Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park) ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองภายในสวนมาอิซูรู  ในสมัยก่อนปราสาทฟูกุโอกะถือเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู แต่ถูกทำลายลงเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปเป็นยุคเมจิ(Meiji)ความคิดของผู้คนเปลี่ยนไป และตัวปราสาทถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอดีตที่คนไม่ต้องการ ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงซากของกำแพงและฐานของหอคอยเล็กๆ อยู่ภายในสวนสาธารณะที่มีที่สำหรับเดินเล่นรวมถึงลานชมวิว ที่สามารถมองเห็นเมืองฟูกุโอกะได้ด้วย สวนมาอิซูรุเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ(ประมาณช่วงเดือนเมษายน)จะเต็มไปด้วยดอกซากุระทั่วทั้งสวน ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดจุดหนึ่งของเมืองฟูกุโอกะ จึงดึงดูดคนมากมายให้เข้าเยี่ยมชมเดินเล่น หรือปิกนิกกันบนสนามหญ้าใต้ต้นซากุระ โดยจะนิยมทานข้าวกล่องที่เรียกว่า ฮานามิ (Hanami)


ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ(Yutoku Inari Shrine) สร้างขึ้นในปี 1688 เป็นศาลเจ้านิกายชินโต ประจำตระกูลนาเบะชิมะ ผู้ปกครองเมืองซากะ ในสมัยเอโดะ เป็นศาลเจ้าอินาริที่ใหญ่และสำคัญเป็นอันดับ 3 รองมาจาก ศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ ในเกียวโต และศาลเจ้าคะซะม่าอินาริ ในอิบาระกิ ด้านบนของตัวศาลเจ้า ก็เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยามที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง และช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงอย่างสวยงาม ส่วนหน้าศาลเจ้าก็ยังมีสะพานสีแดงคู่กับแม่น้ำสายเล็กๆเป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงามเลยทีเดียว ศาลเจ้าแห่งนี้ประชาชนต่างนิยมไปสักการะขอพรเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยว ความสำเร็จด้านธุรกิจ และความปลอดภัย



ภูเขาไฟซากุระจิมะ (Sakurajima) เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงปะทุอยู่มากที่สุดของญี่ปุ่นและเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองคาโกชิม่า(Kagoshima) โดยจะมีควันลอยอยู่ที่ปากกล่องภูเขาไฟอยู่ตลอดเวลาและมีปุทะเล็กๆน้อยๆหลายครั้งในแต่ละวัน อาณาเขตของภูเขาไฟจะประมาณ 50 กิโลเมตร สูง 1,117 เมตร การระเบิดครั้งใหญ่ในปี 1914 ทำให้ลาวาจำนวนมหาศาลทะลักออกมาจนเชื่อมต่อกับแหลมโอซูมิ(Osumi)ทางตะวันออก ปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเกาะอีกต่อไป ภูเขาไฟซากุระจิมะมียอดเขา 3 ยอด คือ คิตาดาเกะ(Kita-dake)ที่สูงที่สุดที่ 1117 เมตร, นาคาดาเกะ(Naka-dake) ที่สูงรองลงมา 1,060 เมตร และมานามิดาเกะ(Minami-dake) ที่สูงน้อยที่สุด 1,040 เมตร แต่เป็นยอดเขาที่ยังปะทุอยู่มากที่สุด โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก และไม่ให้เข้าใกล้เกินระยะ 2 กิโลเมตรจากยอดเขา แต่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมได้จากจุดชมวิวที่มีอยู่มากมาย กระจายตัวตามจุดต่างๆรอบๆภูเขาไฟระยะห่างมีตั้งแต่ 3 กิโลเมตรขึ้นไป 



ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองคุมาโมโต้ประกอบไปด้วย ถนนช้อปปิ้งหลักๆทั้งหมด 3 สาย คือ คามิโทริ ซึโมโทริ และถนนซันชินซึไก(Kamitori, Shimotori, Sun Road Shin-shigai) ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน ซึ่งเป็นย่านที่คึกคักมากที่สุดของตัวเมืองคุมาโมโต้(Kumamoto) ตลอดถนนมีหลังคาโค้งคลุมสามารถเดินทะลุถึงกันหมดได้อย่างสบายๆ

ถนนคามิโทริ(Kamitori) ถนนที่เต็มไปด้วยร้านขายของฝาก ร้านกิ๊ฟช้อป ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านกาแฟ และร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมมากมาย

ถนนซึโมโทริ(Shimotori) มีร้านค้าคล้ายกับถนนคามิโทริ แล้วยังสามารถเดินตรงไปยังถนน Shower Dori จนเจอห้าแยกแล้วข้ามถนนไปยังฝั่งแม่น้ำ Shirakawa มีวิวกลางคืนที่สวยงามไม่น้อยเลย

ถนนซันชินซึไก(Sun Road Shin-shigai) เน้นเป็นร้านสินค้าอิเล็คทรอนิคส์ ร้านเกมตู้ คาราโอเกะ ปาจิงโกะ ผับ บาร์ และโรงแรม ถนนสายนี้จะอยู่เชื่อมกับถนนซึโมโทริ และถนนชาวเวอร์(Shower Road)



ภูเขาไฟอะโซะ (Asosan) เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคคิวชู เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะคิวชู(Kyushu) มีขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีเมืองชนบทเล็กๆและนาข้าว กระจายตัวกันอยู่ตามรอบนอกของภูเขาอะโซะ ตรงกลางของปล่อยภูเขาไฟบนยอดเขาจะมีอยู่หลายปล่องด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ(nakadake) เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่สามารถเขาถึงได้ง่าย โดยทางถนนหรือกระเช้าไฟฟ้า แต่เนื่องจากบริเวณปากปล่องก็จะมีก๊าซอยู่มาก ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจความหลีกเลี่ยง ใกล้ๆกับปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ จะมีทุ่งกว้างใหญ่(Kusasenri) ที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าที่มีวัวและม้าอยู่ ในช่วงเดือนมีนาถึงเดือนธันวาคมจะมีให้บริการขี่ม้าไปรอบๆบริเวณด้วย 



ปราสาทคุมาโมโต้ (Kumamoto Castle) เป็นหนึ่งในปราสาทที่น่าประทับใจที่สุดของญี่ปุ่น เนื่องด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ และความหลากหลาย ครบถ้วนของอาคารในพื้นที่ของปราสาท ถึงแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่อาคารที่เป็นอาคารเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยที่เริ่มสร้างปราสาท แต่อาคารใหม่ๆที่สร้างขึ้นล้วนสร้างขึ้นแบบพิถีพิถันเน้นรักษารายละเอียดให้เหมือนเดิมมากที่สุด และบริเวณโดยรอบปราสาทยังมีต้นซากุระอยู่ประมาณ 800 ต้นทำให้ปราสาทคุมาโมโต้ยังเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ที่บริเวณด้านหน้าของตัวอาคารปราสาทหลักจะมีเหล่า ซามูไร นินจา และหญิงสาวสูงศักดิ์ ที่แต่งตัวและแอ็คท่าเต็มรูปแบบเหมือนหลุดออกมาจากยุคเอโดะเลย จะเดินไปมาให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันอีกด้วย



หมู่บ้านยูฟุอินฟลอร์รัล(Yufuin Floral Village) เป็นหมู่บ้านจำลองสไตล์ยุโรป มีกลิ่นอายยุโรปโบราณ บ้านอิฐที่แสนคลาสสิคเรียงรายอยู่บนถนนสายเล็กๆ ประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ถือเป็นไฮไลท์หนึ่งประจำเมืองยูฟุอิน ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เหมาะแก่การเดินเล่นและถ่ายรูป ภายในบริเวณประกอบด้วยสวนหย่อม ร้านอาหาร ร้ายขายของที่ระลึกของสะสมทั้งญี่ปุ่นและต่างประเทศ แต่ละร้านตกแต่งภายในได้ดูดีดึงดูดให้คนเข้ามาเลือกซื้อสินค้า นอกจากนี้ยังมีที่พักเปิดให้บริการอีกด้วย เมื่อเดินจนสุดทางจะพบกับทะเลสาบคินริน(Kinrin Lake) เป็นทะเลสาบขนาดกลาง มีภูเขาเป็นฉากหลัง  อีกด้านหนึ่งทำเป็นทางเดิน บริเวณนั้นจะมีร้านอาหารญี่ปุ่น และจากทางเดินริมทะเลสาบสามารถเดินไปยังศาลเจ้าเทนโซ(Tenso Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆที่อยู่ริมทะเลสาบ ได้อีกด้วย



บ่อนรกหรือจิโกกุ(jigoku) มีอยู่ด้วยกันถึง 8 บ่อ เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวหลักของเมืองเบบปุที่นอกจากการมาแช่ออนเซน มีไว้เพื่อการชมเท่านั้น โดยจะแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกจะมีอยู่ด้วยกัน 6 บ่ออในเขตคันนาว่า(Kannawa) คือ Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku ซึ่งจะอยู่เกือบติดกันหมด สามารถเดินถึงกันได้ง่ายๆ แต่อีก 2 บ่อจะอยู่ที่เขตชิบาเซกิ(Shibaseki)ที่อยู่ห่างไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร คือ Chinoike Jigoku, Tatsumaki Jigoku โดยจะมีรถบัสให้บริการที่วิ่งไปลงที่ด้านหน้าของบ่อทั้ง 2 นี้เลย



พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ(Nagasaki Atomic Bomb Museum) จัดแสดงและรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ ซากชิ้นส่วนสิ่งของต่างๆ โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนระเบิดปรมาณูลง จนถึงวินาทีแห่งความหายนะ ซึ่งมีหลักฐานที่ถูกวีดีโอบันทึกไว้ ภาพถ่ายอาคารบ้านเรือนที่พังยับเยิน ภาพผู้คนล้มตาย หรือผู้ที่รอดชีวิตแต่ต้องทนทุกข์ทรมานจากสารกัมตภาพรังสี เป็นโรคลูคีเมีย(มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ที่ค่อยๆคร่าชีวิตผู้คนเหล่านั้นไปอีกจำนวนมาก

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสิ่งเตือนใจให้ระลึกถึงความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ ในวันที่นางาซากิโดนพิษร้ายของสารพลูโตเนียมไปเกือบทั้งเมือง

โซนภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 4 โซนดังนี้

1. โซน A. August 9,1945

จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับทัศนียภาพ และประเพณีต่างๆของเมืองนางาซากิก่อนที่จะโดนระเบิดปรมาณูถล่ม และนาฬิกาแขวนที่พังแล้วหยุดอยู่ที่ 11:02 น. คือช่วงเวลาของการระเบิด 

2.โซน B. Damages Caused by the Atomic Bombing

จัดแสดงฉากการทำลายล้างของระเบิดปรมาณู ซึ่งจะนำเสนอให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของระเบิดปรมาณูชนิดนี้

3.โซน C. Toward a World free from Nuclear Weapons

ให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมให้การให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามอาวุธนิวเคลียร์ ให้ตระหนักถึงโลกที่ปราศจากอาวุธเหล่านี้เพื่อความสงบสุข

4.โซน D. Video Room

จัดแสดงภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวข้องกับการทิ้งระเบิดปรมาณู และมีนิทรรศการถามตอบ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น



สวนสันติภาพนางาซากิ(Nagasaki Peace Park) ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Fat man เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ที่ทำลายเกือบทั้งเมืองและยังฆ่าสิ่งมีชีวิตไปมากกว่า 80,000 คน ในสวนแห่งนี้มีรูปปั้นเกี่ยวกับสันติภาพมากมาย โดยที่ด้านหลังของสวนจะมีเสาสีดำที่เป็นตัวชี้ตำแหน่งจุดศูนย์กลางของระเบิดปรมาณู และมีรายชื่อของเหยื่อในครั้งนั้นด้วย และทางตอนบนจะมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการทิ้งระเบิดในครั้งนั้นด้วย



ภูเขาอินาซะ (Inasayama) เป็นภูเขาสูง 333 เมตรที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองนางาซากิ สามารถนั่งกระเช้าขึ้นชมวิวสูงสุดของภูเขาจะสามารถเห็นวิวที่สวยงามของเมือง และยิ่งวิวตอนกลางคืนจะติด 1 ใน 3 จุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นด้วย โดยด้านบนจะมีเสาส่งสัญญาณมากมายรวมทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกคอยให้บริการอีกด้วย



สวนสนุกเฮาเทนบอช (Huis Ten Bosch theme park) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าหมู่บ้านฮอลแลนด์ เป็นสวนสนุกขนาดมหึมาอยู่ใกล้เมืองซาเซโบ จังหวัดนางาซากิ ถูกสร้างขึ้นมาตามสถาปัตยกรรมแบบเมืองแถบยุโรป โดยเฉพาะแบบประเทศฮอลแลนด์ เช่น คลอง ท่าน้ำ สวน บ้านเรือน อาคารต่างๆ และกังหันลม โดยจะสลับปลูกดอกไม้เปลี่ยนไปตามฤดูกาลต่างๆ เช่น ฤดูใบไม้ผลิจะมีเทศกาลดอกทิวลิป และ งานดอกไม้ไฟช่วงหน้าร้อน และยังมีโรงแรม ร้านอาหารหลายแห่งทั้งภายในสวนสนุกและข้างๆสวนสนุก และว่ากันว่ามีดอกไม้มากถึง 3 แสนดอกและต้นไม้อีกกว่า 4 แสนต้น สวนสนุกเฮาเทนบอชจะแบ่งออกเป็น 2 โซนใหญ่ๆ คือโซนที่เข้าได้ฟรี กับโซนของด้านในสวนสนุกที่จะต้องซื้อบัตรเข้าชมก่อน โดยด้านในจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆอีก 6 โซนคือ Thriller Fantasy Museum, Art Garden, Utrecht, Binnenstad, Breukelen และ Nieuwstad มีการร่องเรือไปตามคลองที่ยาวกว่า 6 กิโลเมตรชมเมืองสไตล์ยุโรป, ขี่จักรยานชมเมือง และร่องเรือโจรสลัดของการ์ตูนดัง One Piece



ไชน่าทาวน์ที่นางาซากิหรือชินชิไชน่าทาวน์(Shinchi Chinatown) เป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นและใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นช่วงต้นของศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังใช้นโยบายปิดประเทศซึ่งมีเพียงเมืองนางาซากิเมืองเดียวเท่านั้นที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ คนกลุ่มแรกๆในชินชิไชน่าทาวจึงเป็นพวกพ่อค้าและกะลาสีเรือ ไชน่าทาวน์แห้งนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของคนจีนไว้มากกว่าไชน่าทาวน์เมืองอื่นๆ เป็นแหล่งรวมร้านค้า ร้านขนม ร้านอาอาหารจีนหลายสิบร้าน โดยมีอาหารขึ้นชื่อคือ Champon noodle หรือบะหมี่ในน้ำซุปที่ข้นแบบราดหน้า และ Sara udon คือบะหมี่ผัดคล้ายๆโกยซีหมี่บ้านเรา โดยร้านอาหารส่วนใหญ่จะขาย 2 เวลาคือ ช่วงเที่ยง ประมาณ 11:00-15:00 และช่วงเย็นคือ 17:00-21:00



สะพานมากาเนะบาชิ (Meganebashi Brigde) เป็นสะพานหินสะพานแรกของประเทศญี่ปุ่นที่ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1634 เพื่อข้ามแม่น้ำนาคาจิมะ ด้วยลักษณะที่เป็นรูปครึ่งวงกลม 2 วงติดกันเมื่อมองสะท้อนน้ำจะเห็นเป็นวงกลมเต็มวง 2 วง ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นตาสำหรับคนในสมัยนั้น ชื่อที่นำมาตั้งคือมากาเนะบาชิ (Meganebashi)ก็แปลว่ากระจกนั่นเอง ต่อมาได้มีการสร้างสะพานหินเพื่อข้ามแม่น้ำนาคาจิมะเพิ่มขึ้นอีกหลายสะพาน แต่ที่สวยที่สุดยังคงเป็นสะพานมากาเนะบาชิซึ่งติด 1 ใน 3 สะพานหินที่ได้รับยกย่องว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น อีก 2 สะพานคือ สะพานนิฮอนบาชิ ที่โตเกียวกับสะพานอิวากูนิ คินไตเคียว ในจังหวัดยามากูจิ และยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสะพานวงกลมคู่ที่พระราชวังในโตเกียวอีกด้วย



อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนการิ(Yoshinogari Historical Park) สถานที่ที่มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์มาก เพราะมีมาตั้งแต่ยุคยาโยอิ(Yayoi) เป็นยุคเริ่มต้นของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่จึงเป็นเรียนรู้ที่น่าสนใจของผู้คนเมื่อกว่า 2 พันปีที่แล้ว ถูกแสดงขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับโลกเพื่อให้เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนยุคโบราณของญี่ปุ่น โดยแบ่งออกเป็นหลายๆโซนเริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มตั้งรกรากเลยทีเดียว



โทซุพรีเมี่ยมเอ้าท์เล็ต(Tosu Premium Outlets) เป็นพื้นที่ช้อปปิ้งเอ้าท์เล็ตขนาดใหญ่ มีร้านค้าของแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์ท้องถิ่นมากกว่า 150 ร้าน เช่น Coach, Armani, Timberland, Burbery, Gap, Puma, Levi’s, Nike, New Balance, Samsonite และอื่นๆอีกมากมาย มาที่นี่สามารถช้อปปิ้งได้ครบทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอางค์ โดยแต่ละร้านก็จะมีโปรโมชั่นส่วนลดมากมาย



ศาลเจ้าคิริชิมะ(Kirishima Jingu) ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพนินิกิ หลานของเทพีแห่งดวงอาทิตย์ เชื่อกันว่าถูกส่งลงมาเพื่อสร้างและปกครองโลกที่เถือกเขาคิริชิม่าแห่งนี้ หลังจากที่ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงในพื้นที่ก็กลายเป็นมนุษย์และสร้างอาณาจักรของญี่ปุ่น ศาลเจ้านี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคมูโรมาชิ และจากการระเบิดของภูเขาไฟทำให้ศาลเจ้าเกิดความเสียหายและพังทะลายหลายครั้ง แต่ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่และบูรณะมาโดยตลอด ทำให้ปัจจุบันถือเป็นอาคารศาลเจ้าขนาดใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ให้ทิวเขา ที่มีบรรยากาศที่ร่มรื่นและสวยงาม



สวนโอโฮริ(Ohori-koen) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟูกุโอกะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยจะมีทางเดินรอบๆสระน้ำที่มีระยะทางรวมกันประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาออกกำลังกาย เดินเล่น จูงสุนัข หรือนั่งเล่นรอบๆสระน้ำ ภายในสวนโอโฮริ จะมีการจัดสวนในสไตล์ที่หลากหลาย ทั้งสวนแบบญี่ปุ่น และสวนที่มีการจัดนำรูปปั้นต่างๆมามากมายตั้งแต่สมัยศัตรวรรษที่ 11 จนถึงผลงานของศิลปินที่มีขื่อเสียงในปัจจุบัน



วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) เป็นวัดเซนนิกายรินไซของญี่ปุ่น  ถูกสร้างขึ้นในยุคคามาคุระ วัดโคเมียวเซ็นจิมีจุดน่าสนใจเป็นสวนแบบญี่ปุ่นที่เป็นสวนหินแบบ abstract อยู่ 2 ส่วนคือส่วนหน้าและสวนทางด้านหลัง สวนด้านหน้ามีหินจำนวน 15 ชุดที่เรียงตัวเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า แสงสว่าง ส่วนสวนด้านหลังสามารถมองเห็นได้จากในตัวอาคารเป็นสวนขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยหลายๆส่วน มีต้นเมเปิ้ลหลายต้น ทำให้เป็นส่วนที่น่าสนใจมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี







Copyright © 2012 All Rights Reserved.
 

TAT No. 11/07039
บริษัท เจแปน ไกด์ จำกัด

Japan Guide Company Limited

300 ซอยอ่อนนุช 10 ถนนสุขุมวิท แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250
300 Soi Onnut 10, Sukhumvit Road, Suanluang, Suanluang, Bangkok 10250, Thailand
Tel. 02-3312856 (Auto) Fax. 02-7426912
E-mail: admin@japanguide.co.th