dot dot
Japan Guide
dot
dot
dot

dot
dot
อยากไปไหนบอก!!!
dot
dot
ทัวร์ญี่ปุ่น (เลือกเส้นทาง)
dot
bulletHOKKAIDO >>ฮอกไกโด
bulletTOHOKU >>เซนได-นิกโก้
bulletKANTO >>โตเกียว-ฟูจิ
bulletTAKAYAMA >>ทาคายาม่า
bulletGOLDEN ROUTE >>โอซาก้า
bulletKYUSHU >>คิวชู
dot
เราบริการท่านอย่างไร?
dot
bulletให้ใครบริการท่านที่ญี่ปุ่น
bulletให้ท่านพักแบบไหนที่ญี่ปุ่น
bulletให้ท่านทานอะไรที่ญี่ปุ่น
bulletให้ท่านนั่งรถแบบไหนที่ญี่ปุ่น
bulletบริการก่อนเดินทาง
dot
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletวีซ่าญี่ปุ่น
bulletอัตราแลกเปลี่ยน
bulletหนังสือเดินทาง
bulletสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น
bulletศูนย์รับยื่นขอวีซ่า
bulletตรวจสอบสภาพอากาศ
bulletเตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น
bulletส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น JNTO
dot
แนะนำสถานที่เที่ยวน่าสนใจ
dot
bulletภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido)
bulletภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku)
bulletภูมิภาคคันโต (Kanto)
bulletภูมิภาคชุบุ (Chubu)
bulletภูมิภาคคันไซ (Kansai)
bulletภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku)
bulletภูมิภาคชิโกกุ (Shikoku)
bulletภูมิภาคคิวชู (Kyushu)
bulletภูมิภาคโอกินาว่า (Okinawa)
dot
แบนเนอร์สำคัญ
dot


top agent jnto


ภูมิภาคชิโกกุ (Shikoku)

 # รวมข้อมูลการท่องเที่ยว ภูมิภาคชิโกกุ(Shikoku) #

ภูมิภาคชิโกกุ(Shikoku) – เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น ประกอบด้วย 4 จังหวัดคือ โทกุชิมะ คากะวะ เอฮิเมะ โคจิ เกาะนี้มีพื้นที่ 18,783 ตารางกิโลเมตร ถูกล้อมรอบ 3 ด้านด้วยเกาะฮอนชูและเกาะคิวชู มีประชากรประมาณ 4.2 ล้านคน อาศัยอยู่กระจายตามที่ลุ่มชายฝั่งทะเล หากเทียบกับอีก 3 เกาะหลักของญี่ปุ่นแล้ว ชิโกกุมีความเงียบสงบและยังคงบรรยากาศแบบธรรมชาติไว้ได้ โดยที่ไม่ถูกกลืนโดยวัฒนธรรมสมัยใหม่ เกาะชิโกกุถูกเชื่อมต่อกับเกาะฮอนชูด้วยสะพานเซโตะโอฮาชิ ซึ่งเป็นสะพานหกสาย ใช้เกาะเล็ก ๆ 5 แห่งเป็นจุดเชื่อมต่อ ด้วยความยาวถึง 12.3 กิโลเมตร ทำให้สะพานแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสะพานสองชั้นที่มีความยาวมากกว่าสะพานแห่งอื่น ๆ ในโลกเกาะ

 

เกาะชามิจิมะ(Shamijima) เดิมเป็นเกาะเล็กๆนอกชายฝั่งทะเลชิโกกุ ต่อมาเกิดพื้นที่ขนาดใหญ่เชื่อมต่อเกาะไว้ด้วยกันในปี 1967 ทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นปลายสุดทิศใต้ของสะพานเซโตะ โอฮาชิ(Seto Ohashi Bridge) ซึ่งมีระยะทางยาว 9.4 กิโลเมตร เชื่อมต่อเกาะชิโกกุไปยังจังหวัดโอคายาม่าบนเกาะฮอนชู ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ สวนสาธารณะ วัด ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ และชายหาด พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮิกาชิยาม่าไคอิเซโตอูจิ ที่สร้างขึ้นในปี 2005 จัดแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่ของ Higashiyama Kaii ซึ่งจะจัดแสดงหมุนเวียนตามฤดูกาล และมีงานนิทรรศการพิเศษจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง

 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะบ้านเบเนส(Benesse House) จัดแสดงนิทรรศการศิลปะสมัยใหม่ และยังเป็นโรงแรมรีสอร์ทบนชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของเกาะนาโอชิมะอีกด้วย ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 4 หลัง ได้แก่ อาคารพิพิธภัณฑ์ ห้องวงรี(The Oval) สวนสาธารณะ และชายหาด ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Ando Tadao อาคารหลักของบ้านเบนเนส คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะทันสมัยที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือทะเล ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะต่างๆมากมายจากในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของเกาะนาโอชิมะ และสถาปัตยกรรมต่างๆบนเกาะ สำหรับผู้เข้าพักในโรงแรมสามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์และห้องวงรี(The Oval) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

พิพิธภัณฑ์ลีอูฟาน(Lee Ufan Museum) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่เพิ่มขึ้นบนเกาะนาโอชิมะ ภายในจัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลี Lee Ufan ที่มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในประเทศญี่ปุ่น จุดสำคัญของพิพิธภัณฑ์ คือ เสาขนาดใหญ่ทำจากหิน คอนกรีต และแผ่นเหล็ก รวมถึงผลงานภาพวาดอื่นๆอีกด้วย อาคารพิพิธภัณฑ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Ando Tadao (ผู้ซึ่งออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะชิชู และบ้านเบนเนส) ซึ่งเป็นอาคารรูปทรงเรขาคณิต และมีพื้นที่เปิดโล่งเพื่อเน้นการนำเสนอศิลปะต่างๆได้อย่างลงตัว

 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะชิชู(Chichu Art Museum) จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร สร้างบนเนินเขาที่สามรถมองเห็นวิวชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของเกาะนาโอชิมะอันงดงามได้อย่างชัดเจน อาคารพิพิธภัณฑ์ออกแบบโดย Tadao Ando ซึ่งผลงานส่วนใหญ่จัดแสดงอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ใช้แสงแดดธรรมชาติส่งให้เห็นผลงานศิลปะ เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ล้อมรอบ ภายในแกลลอรี่จัดแสดงคอลเลกชั่นศิลปะเล็กๆ ได้แก่ จิตรกรรมฝาพนังขนาดใหญ่จาก Claude Monet เรียกว่า “Water Lilies”, ผลงานของ James Turrell ที่ใช้แสงเป็นสื่อกลาง รวมถึงห้อง “Open Sky” ที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่น “Skyspaces” ที่ได้ถูกน้ำไปแสดงทั่วโลก(รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะศตวรรษที่ 21 ในคานาซาว่าอีกด้วย) และในส่วนที่ลึกที่สุดของ พิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานของ Walter De Maria ที่มีชื่อว่า “Time/Timeless/No Time”

 

โรงละครคาบุกิคานามารุซะ(Kanamaruza Kabuki Theater) สร้างขึ้นในปี 1835 เป็นโรงละครคาบูกิแบบดั้งเดิมที่สมบูรณ์ที่สุด และเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้เป็นโรงจัดแสดงคาบูกิเหมือนเช่นเคย หากไม่มีการแสดงโรงละครจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเข้าสำรวจห้องโถง เวที และห้องแต่งตัว รวมถึงชั้นใต้ดินที่ใช้เปลี่ยนฉากและประตูลับด้วยแรงคน เพื่อความรวดเร็วในการเข้าและออกของนักแสดง 

 

สวนริสึรินโคเอน(Ritsurin Koen) เป็นสวนที่มีภูมิทัศน์สวยงามที่สร้างขึ้นโดยขุนนางศักดินาท้องถิ่นในต้นสมัยเอโดะ ถือเป็น 1 ใน 4 สวนที่ดีที่สุดของประเทศ ร่วมกับสวนเคนโรคุเอน(Kenrokuen)ในคานาซาว่า, สวนไคราคุเอน(Kairakuen)ในมิโตะ และสวนโคราคุเอน(Korakuen)ในโอคายาม่า ภายในสวนประกอบด้วยสระน้ำ เนินเขา ต้นไม้ที่มีอายุยาวนาน และศาลาสวยงามที่แบ่งสวนออกเป็น 2 ฝั่ง คือ สวนสไตล์ญี่ปุ่นทางทิศใต้ และสวนสไตล์ตะวันตกทางทิศเหนือ สวนที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของป่าภูเขาชิอุน(Mount Shiun) มีฉากหลังที่สวยงามของภูเขาเพิ่มเข้ามาทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งขึ้น

 

ศาลเจ้าโคโตฮิรากุ(Kotohiragu) หรือ Kompirasan  เป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าคอมพิระซังต่างๆที่พบได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวเรือและการเดินเรือ ตั้งอยู่บนทางลาดของภูเขาโซซุ(Mount Zozu)ในโคโตฮิระ โดยจะต้องเดินขึ้นบันไดถึง 1,368 ขั้น หลายศตวรรษที่ผ่านมาศาลเจ้าแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและชินโต จนกระทั่งถึงต้นสมัยเมจิ รัฐบาลได้แยกสองศาสนานี้ออกจากกัน แต่อย่างไรก็ตามตัวโครงสร้างอาคารและการตกแต่งยังคงเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงออก ถึงสองศาสนาที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

 

ย่านเมืองเก่าโยไคจิ(Yokaichi Old Town) เรียงรายด้วยอาคารโบราณประมาณ 90 หลังคาเรือน บนถนนระยะทาง 600 เมตร เมืองอูจิโกะมีชื่อเสียงทางด้านการผลิตขี้ผึ้งสีขาวคุณภาพสูงในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ดังนั้นร้านค้าในทิ้งถิ่นต่างร่ำรวยมีบ้านพักใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นอาคารสไตล์เมจิ อาคาร 2 หลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม บ้านพักอาศัยที่ใหญ่ที่สุด และน่าสนใจมากที่สุดคือ บ้านพักคามิฮางะ เป็นบ้านพักอาศัยเก่าแก่ของครอบครัวคามิฮางะ ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าที่ประกอบด้วย อาคารขนาดใหญ่สไตล์ยุคเมจิหลายหลัง และพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมขี้ผึ้งของเมืองอูจิโกะ ภายในบ้านจัดแสดงเอกสารต่างๆ และหุ่นขี้ผึ้ง อธิบายขั้นตอนการผลิตขี้ผึ้งภาย นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว อาคารบ้านพักก็เป็นตัวอย่างบ้านโบราณที่ถูกดูแลรักษาไว้เป็นอย่าง

 

ดีปราสาทโคจิ(Kochi Castle) เป็น 1 ใน 12 ปราสาทหลังเดิมของประเทศญี่ปุ่น ที่รอดจากสงครามและภัยพิบัติอื่นๆ สร้างขึ้นระหว่างปี 1601-1611 แต่อาคารหลักสร้างขึ้นในปี 1748 (ได้รับการสร้างขึ้นใหม่หลังจากไฟไหม้) ปราสาทแห่งนี้เป็นที่อาศัยของขุนนาง Yamauchi หรือ Tosa ผู้ปกครองพื้นที่รอบๆภูมิภาคนี้ในสมัยเอโดะ คุณลักษณะพิเศษของปราสาทแห่งนี้คือหอคอยหลัก(donjon) ซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อทางการทหาร แต่ยังเป็นบ้านพักอาศัยอีกด้วย ซึ่งปราสาทแห่งอื่นส่วนใหญ่ขุนนางจะอาศัยอยู่อาคารพระราชวังที่แยกออกมาจากตัวปราสาท โครงสร้างภายในตกแต่งด้วยไม้ที่รักษาความเป็นเอโดะเอาไว้ และสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองจากชั้นบนของหอคอยปราสาทได้อีกด้วย

 

ปราสาทมัตสึยาม่า(Matsuyama Castle) เป็น 1 ใน 12 ปราสาทหลังเดิมของญี่ปุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ตั้งแต่ปี 1868 และยังเป็นหนึ่งในปราสาทที่มีความซับซ้อนน่าสนใจแห่งหนึ่งอีกด้วย ตั้งอยู่บนภูเขาคาสึยาม่า(Mount Katsuyama) เนินเขาสูงชันใจกลางเมืองที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลของเมืองมัตสึยาม่าคู่กับทะเล Seto Inland Sea พื้นที่รอบๆปลูกต้นซากุระกว่า 200 ต้น ซึ่งเหมาะแก่การชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี

 

ห้องอาบน้ำโดโงะออนเซนฮอนคัง(Dogo Onsen Honkan) เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของน้ำพุร้อนโดโงะ สร้างขึ้นในปี 1894 ในช่วงสมัยเมจิ เป็นอาคารไม้ภายในตกแต่งด้วยบันไดวน ทางเดิน และห้องต่างๆ ซึ่งห้องอาบน้ำแห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์การ์ตูน “Spirited Away” ของสตูดิโอจิบลิ(Miyazaki)ที่ได้รับรางวัล ห้องอาบน้ำจะแบ่งห้องชายหญิง มีลักษณะแบบเก่าทำจากหิน ห้องอาบน้ำหลักบนชั้น 1 เรียกว่า Kami no Yu ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด ส่วนห้อง Tama no Yu  เป็นห้องที่เล็กที่สุดตั้งอยู่บนชั้น 2

 

หุบเขาอิยะ(Iya Valley) เป็นที่เงียบสงบในหุบเขาริมแม่น้ำอิยะ ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของจังหวัดโทคุชิมะ เชื่อมต่อกับตัวเมืองด้วยเส้นทางถนนคดเคี้ยวและแคบๆในเทือกเขาที่ลาดชัน ซึ่งบริเวณที่ลึกที่สุดของหุบเขาอิยะเดินทางเข้าถึงได้ยาก นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ประเพณีและวัฒนธรรมในชนบทแบบดั้งเดิม ปัจจุบันหุบเขาอิยะได้ถูกค้นพบใหม่อีกครั้ง และได้รับการส่งเสริมจาก Alex Kerr ผู้เขียน “Lost Japan” ผู้ที่หลงใหลและประทับใจในพื้นที่แห่งนี้หลังจากที่เขาได้มาเยือน

 

สะพานคาซูระบาชิ(Kazurabashi Bridge) ในอดีตเป็นสะพานแขวนที่สร้างจากเถาวัลย์สำหรับขนส่งสินค้าและขนย้ายผู้คนข้ามแม่น้ำเหนือหุบเขาอิยะ ตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นครั้งแรกโดยผู้ก่อตั้งนิกายชินกอน Kobo Daishi หรือโดยผู้ลี้ภัย Heike ในช่วงหลังพ่ายแพ้สงคราม Gempei War(1180-1185) ปัจจุบันเหลือสะพานเพียง 13 แห่งที่หลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ สะพานอิยะคาซูระบาชิ เป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุด ขนาดยาว 45 เมตรทอดตัวเหนือแม่น้ำอิยะที่อยู่ในใจกลางหุบเขาสูง 14 เมตร โดยจะมีการสร้างใหม่ทุกๆ 3 ปี เพื่อความปลอดภัยจึงเสริมด้วยสายเคเบิ้ลเหล็กที่ซ่อนไว้ในเถาวัลย์ยึดกับต้นสนซีดาร์ สะพานแห่งนี้สามารถข้าไปได้ทางเดียวเท่านั้น

 

รูปปั้นเด็กมานิคิน(Manikin Peeing Boy Statue) บริเวณขอบหน้าผาสูง 200 เมตร เป็นที่ตั้งของรูปปั้นเด็กผู้ชายกำลังฉี่ลงไปในหุบเขา เบื้องหลังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และไม่ไกลจากโรงแรมอิยะออนเซน

 

น้ำวนนารูโตะ(Naruto Whirlpools) เกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลของช่องแคบนารูโตะ จึงก่อให้เกิดประมาณน้ำจำนวนมหาศาลถูกเคลื่อนย้ายระหว่างทะเล Seto Inland Sea กับมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างระดับน้ำสูงและต่ำ ตามความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำจะเกิดขึ้นทุกๆ 6 ชั่วโมงซึ่งจะพบได้ในช่วงเช้า 1 ครั้ง และช่วงบ่ายอีก 1 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง ขนาดของน้ำวนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกระแสน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีขนาดใหญ่ในช่วงฤดูร้อนมากกว่าฤดูหนาว และน้ำวนขนาดใหญ่ที่สุดมักจะเกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ ภายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะทำให้เกิดน้ำวนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ถึง 20 เมตร น้ำวนที่นี่ไม่เป็นอันตรายต่อการล่องเรือ นักท่องเที่ยวจะมองเห็นน้ำวนได้อย่างใกล้ชิดด้วยการล่องเรือที่ให้บริการ

 

บ้านเยอรมัน(German House) หลังจากสิ้นสุดสงคราม มิตรภาพระหว่างเมืองนารูโตะและเยอรมันยังคงแน่นแฟ้นอยู่และสร้างบ้านไว้เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงเกี่ยวกับนักโทษค่าย Bando Camp ซึ่งประกอบด้วยโมเดล และภาพถ่ายต่างๆพร้อมคำบรรยายรายละเอียดเป็นภาษาญี่ปุ่น เยอรมัน และอังฤษ

 

วัดเรียวเซนจิ(Ryozenji Temple) เป็นวัด 1 ใน 88 แห่งบนเส้นทางแสวงบุญชิโกกุอันโด่งดัง ตามรอยท่าน Kobo Daishi ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายชินกอน ในแต่ละปีจะมีผู้แสวงบุญจำนวนมากเริ่มต้นและสิ้นสุดการเดินทางที่ด้านนอกของชิโกกุ ภูเขาโคยะซาน(Koyasan) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดใหญ่ของนิกายชินกอน ใกล้ๆกับวัดเรียวเซนจิ ผู้ที่เดินทางแสวงบุญจะแต่งตัวด้วยเสื้อสีขาว หมวกฟาง ไม้เท้า และอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น

 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอสึกะ(Otsuka Museum of Art) สร้างขึ้นในสวนสาธารณะนารูโตะเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีของกลุ่มบริษัทยาโอสึกะ(Otsuka Pharmaceutical Group) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ภายในจัดแสดงศิลปะตะวันตกขนาดเท่าของจริงตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงศตวรรษที่ 20 รวมถึงผลงานของ Michelangelo, El Greco, Goya, Monet และ Piccasso อีกด้วย นอกจากผลงานศิลปะภาพวาดกว่า 1.000 ชิ้นแล้ว ยังมีแทนบูชา สุสาน และโบสถ์ซิสทีน(Sistine Chapel) ภาพวาดที่ได้รับการวาดซ้ำลงบนแผ่นเซรามิก มีเทคนิคพิเศษเพื่อรักษาสีและรูปร่างผ่านระยะเวลามาถึง 2,000 ปี ในบริเวณสวนด้านนอกของ พิพิธภัณฑ์ที่กว้างขวางและสวยงาม

 

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งชิโกกุมูระ(Shikoku Mura) ตั้งอยู่บริเวณฐานของภูเขายาชิมะ(Yashima) เป็นสวนสาธารณะบนเนินเขาที่สวยงามน่ารื่นรมย์ที่จัดแสดงนิทรรศการอาคารแบบดั้งเดิมต่างๆที่ถูกย้ายจากพื้นที่บนเกาะชิโกกุมารวมกันไว้ที่นี่ อาคารส่วนใหญ่มีอายุมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และสมัยเมจิ เช่น บ้านไร่ โกดัง และเครื่องมือผลิตสินค้าแบบดั้งเดิม(น้ำตาล และซอสถั่วเหลือง) นอกจากนี้ยังมีประภาคาร โรงละครคาบูกิที่ไว้ใช้จัดแสดงละครเป็นครั้งคราว อาร์ตแกลลอรี่ขนาดเล็กจัดแสดงภาพวาด ประติมากรรมแบบทันสมัยโดยศิลปินจากทั่วโลก และสะพานแขวนทำจากเถาวัลย์กับไม้เสริมด้วยเหล็กที่เป็นที่จุดนิยมมากที่สุด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสะพานแห่งหนึ่งที่อยู่ใน Iya Valley จังหวัดโทคุชิมะ

 

ภูเขาโกไดซัง(Mount Godaisan) เป็นภูเขาเล็กๆทางทิศตะวันออกของเมืองโคจิ ชื่อของภูเขาแห่งนี้ตั้งตามชื่อของพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากประเทศจีน และยังก่อตั้งวัดจิคุรินจิ(Chikurinji Temple) วัดลำดับที่ 31 (ในจำนวน 88 วัด) ของเส้นทางแสวงบุญชิโกกุ บริเวณวัดประกอบด้วยห้องโถงเรียงลำดับกัน และเจดีย์ห้าชั้นอันงดงาม ในหอสมบัติเป็นสถานที่เก็บพระพุทธรูปหลายองค์ที่มีความสำคัญต่อวัด โดยมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยสำหรับการเข้าชม

 

 







Copyright © 2012 All Rights Reserved.
 

TAT No. 11/07039
บริษัท เจแปน ไกด์ จำกัด

Japan Guide Company Limited

300 ซอยอ่อนนุช 10 ถนนสุขุมวิท แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250
300 Soi Onnut 10, Sukhumvit Road, Suanluang, Suanluang, Bangkok 10250, Thailand
Tel. 02-3312856 (Auto) Fax. 02-7426912
E-mail: admin@japanguide.co.th